ทำไมถึงต้องเป็น V-platform?
ชื่อโครงการ V-platform นั้นย่อมาจากคำว่า Versatility แปลว่าหลากหลายได้อย่างคล่องตัว โครงการนี้เริ่มต้นงานพัฒนาในปี 2005 หรือใช้เวลาพัฒนารถในโครงการนี้ประมาณ 4 ปี เน้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือตลาดขยายตัวเร็วอย่างประเทศ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีนหรือคำที่นิยมเรียกกันว่ากลุ่มประเทศ BRIC
รถในโครงการ V-platform ก็ยังยืนยันว่ามีรถอย่างน้อย 3 รุ่นที่ใช้พื้นตัวถังแบบใหม่นี้และแชร์ชิ้นส่วนร่วมกัน (Common Part) ถึง 80% ใช้โครงสร้างตัวถึงครึ่งคันหน้าร่วมกันแต่ต่างกันที่รายละเอียดการดีไซน์รอบ คัน (นึกภาพ Toyota Yaris และ Vios หรือ Honda Fit รุ่นแรก,Honda City เจเนเรชั่นที่แล้ว และ Honda Airwave ออกนะครับ ว่ารถดังกล่าวใช้โครงสร้างครึ่งคันหน้าร่วมกัน แต่ต่างกันที่ดีไซน์) อันได้แก่
รุ่นที่ 1
Nissan March เจเนเรชั่นที่ 4 รหัสพัฒนา X02A หรือบางครั้งก็เรียกว่า B02A แน่นอนต้องเป็นรถท้ายตัด 5 ประตูแต่ขนาดตัวถังถูกขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเห็นได้ชัด และเกลารูปร่างทั้งคันให้ดูเรียบง่ายเข้าถึงทุกเพศได้มากกว่ารุ่นเดิม
รุ่น ที่ 2 เป็นรถซีดานรหัสพัฒนา L02B ที่ Headlightmag เคยนำเสนอไป จากการสังเกตภาพรถในพรีเซนเทชั่นพบว่าสัดส่วนครึ่งคันหน้าเท่ากับ Nissan March X02A ความยาวด้านหน้ารถดูยาวสมส่วนรับกับด้านท้าย และสัดส่วนของรถดูสมส่วนกว่าภาพ Clay Model ที่เคยลงในคอลัมน์สปายช็อตอีกด้วย
รุ่นที่ 3 รถมินิแวนอเนกประสงค์รหัสพัฒนา W02C จากการสังเกตภาพรถในพรีเซนเทชั่นพบว่าใช้โครงสร้างตัวถังร่วมกับรถสองรุ่น ดังกล่าวแต่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดให้แตกต่างขึ้น จากการรวบรวมข้อมูลโดยผู้เขียนพบว่า Nissan เองก็มีโครงการพัฒนารถมินิแวนสำหรับตลาดอาเซียนที่มีความสูงเพียงแค่ 1,500 กว่ามิลลิเมตร ดังนั้นรถคันนี้จังมีความเป็นไปได้สูงมากว่าคือ Nissan Grand Livina หรือ Livina Geniss โฉมต่อไปแน่นอน
งานวิศวกรรม V-platform อันโดดเด่น
ผู้ที่สามารถอธิบายแนวคิดเบื้องต้นได้ดีที่สุดหนีไม่พ้น มร.โนริทาคา ซึรุ วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแพลทฟอร์มซึ่งมีฉายาว่า "Godfather" แห่ง V-platform นั่นเอง (ผมแอบค้นประวัติเล่น ๆ ใน Google.com เขาเคยทำงานให้กับ GM มาก่อนแล้วครับ)
รถทุกคันที่ถูกสร้างขึ้นบน พื้นตัวถัง V-platform นั้นจะต้องเป็นรถคอมแพคท์ที่ห้องโดยสารกว้างขวาง ต้นทุนต่ำ ประหยัดน้ำมัน น้ำหนักเบาแต่สามารถรองรับน้ำหนักตัวถังสูงสุดถึง 1,600 กิโลกรัม รองรับแรงบิดสูงสุดถึง 20.42 กิโลกรัมเมตร เน้นแอโรไดนามิคที่ดี โดยมีสโลแกนท้าทายการพัฒนาสำหรับทีมวิศวกร Nissan ประจำใจว่า “
ความเรียบง่ายคือความเท่ห์ ความเท่ห์คือความยอดเยี่ยม”
มร. ซึโยชิ โคบายาชิ หัวหน้าวิศวกรด้านยานยนต์ กล่าวเสริมว่าหัวใจหลักของการบรรลุเป้าดังกล่าวจะต้องลดการใช้ชิ้นส่วนทั้ง คันลง 18% ,ออกแบบชุดชิ้นส่วนให้มีความซับซ้อนน้อยที่สุดหรือพยายามลดขนาดชิ้นส่วนให้ ได้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับรถซับคอมแพคท์ Nissan March รุ่นปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น
-ชุดชิ้นส่วนชุดเบาะหน้าจากเดิมจะต้องใช้ชิ้นส่วนจำนวน 85 ชิ้นลดลงเหลือเพียง 50 ชิ้นเท่านั้น
-ชุดแผงแดชบอร์ดประกอบเสร็จจากเดิมจะต้องใช้ชิ้นส่วน 56 ชิ้นลดลงเหลือเพียง 28 ชิ้นเท่านั้น
-ชุดชิ้นส่วน Subframe ด้านหน้าจากเดิมจะต้องใช้ชิ้นส่วน 20 ชิ้นลดลงเหลือ 13 ชิ้นเท่านั้น
-เปลี่ยนแปลงระบบท่อไอเสียใหม่เบากว่ารถรุ่นเดิม 3 กิโลกรัม
-ลดขนาดถังน้ำมันลงซึ่งเบากว่ารถรุ่นเดิม 2.2 กิโลกรัม
ถ้าจะสรุปให้เห็นภาพ Nissan March เจเนเรชั่นที่ 4 จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยระหว่าง 880 – 990 กิโลกรัม น้ำหนักระดับนี้แตะสูสีรถจิ๋วระดับ K-car ทั้ง ๆ ที่ขนาดตัวถังใหญ่กว่ามาก!!! เมื่อเทียบกับ Nissan March เจเนเรชั่นปัจจุบันที่มีน้ำหนักตัวระหว่าง 930 – 1,040 กิโลกรัมซึ่งก็จัดว่าเบาอยู่แล้ว
ถือว่า Nissan สามารถช่วงชิงตำแหน่งรถขนาดซับคอมแพคท์ที่มีน้ำหนักเบาที่สุดไปครองจนอย่างพลิกความคาดหมาย
ผล ของการทำให้รถเบาลงแต่ตัวถังใหญ่ขึ้นก็ทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดีขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิง ปล่อยมลพิษน้อยลงและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับควบคุมรถได้ดีขึ้น การขับขี่ผ่อนคลาย เข้าจอดในที่แคบได้สะดวกราวกับว่ารถคันนี้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
ผลดี ประการสุดท้าย ผู้ใช้สามารถลดค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาได้ในระดับเดียวกับรถเล็ก A-segment ด้วยราคาอะไหล่ที่ต่ำกว่ารถระดับ B-segment 1.5 ลิตรทั่ว ๆ ไปอีกด้วย
เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและเทคโนโลยีที่ฉลาด
ใช่ว่า Nissan จะมุ่งเน้นแต่การลดต้นทุนและลดน้ำหนักรถจนลืมใส่ใจเทคโนโลยีให้กับ V-platform ในเมื่อเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นรถที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงดีเยี่ยม มร. โนริทาคา ซึรุ ผู้รอบรู้ V-platform ก็ตอกย้ำกับเราว่านอกเหนือจะเป็นรถที่น้ำหนักเบา กดต้นทุนได้ แต่ก็ยังต้องเป็นรถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Friendly) มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้
เริ่มจากเครื่องยนต์ ใหม่ที่จะถูกติดตั้งรถในโครงการ V-platform คือเครื่องยนต์เบนซินบล๊อก 3 สูบตั้งแต่ 1.0 – 1.2 ลิตร ถูกออกแบบให้ลดการเสียดทานทำให้เครื่องยนต์ทำงานราบรื่น นิ่มนวล และสมรรถนะดีกว่าเครื่องยนต์ 3 สูบทั่ว ๆ ไปอย่างเห็นได้ชัด สามารถเรียกกำลังเครื่องอย่างฉับพลันในรอบต่ำ สำหรับตลาดเมืองไทยจะถูกติดตั้งเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรเท่านั้นเพื่อทำตลาดในพิกัดอีโคคาร์
เกียร์ XtronicCVT ลูกใหม่ล่าสุดของโลกที่พัฒนาร่วมกับ JATCO ออกแบบให้ตัวขับพูลเล่ย์กะทัดรัดลงจนสามารถลดขนาดเกียร์ลงได้ 10 % และลดน้ำหนักลงได้ 13% เพิ่มอัตราทดส่งกำลังให้สูงกว่ารถเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ ช่วยเพิ่มสมรรถนะดีขึ้นกว่าเกียร์ XtronicCVT ดั้งเดิมถึง 10% และช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองพลังงานถึง 13% เมื่อเทียบกับ XtronicCVT ชุดเดิม (กรณีนี้เทียบ performance ตัวเกียร์ด้วยกันนะครับ)
เกียร์ XtronicCVT ขนาดกะทัดรัดรุ่นใหม่ก็จะถูกติดตั้งในรถในโครงการ V-platform ครั้งแรกของโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นเกียร์ CVT ที่ล้ำสมัยกว่าใครในโลก และล้ำสมัยกว่า XtronicCVT ที่ติดตั้งใน Nissan Teana รุ่นปัจจุบันเสียอีก
ระบบช่วยดับเครื่องยนต์ชั่วคราวขณะจอดรถ หรือ Idling Start-Stop ที่เริ่มได้รับความนิยมในหมู่รถเล็กยุโรปก็จะถูกติดตั้งเพื่อเพิ่มอัตราสิ้น เปลืองเชื้อเพลิงให้สูงขึ้นและช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง
เทคโนโลยี ทั้งหมดจะช่วยเพิ่มความประหยัดมากถึง 50% เมื่อเปรียบเทียบกับ Nissan March รุ่นปัจจุบัน และทำให้รถในโครงการ V-platform ดูล้ำสมัยมากกว่ารถขนาดคอมแพคท์ Tiida แบบก้าวกระโดดพอสมควร
ไปอ่านแบบเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ : http://www.headlightmag.com/main/index.php?option=com_content&view=article&id=804:nissan-v-platform-&catid=47:worlds-news&Itemid=55